ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

IPB

   
 photo Fi-Head-282x60.jpg

 
Reply to this topicStart new topic
> Fi Meet : "Yupgi Galleria", บทสัมภาษณ์คุณศรัณยู สุขสวัสดิ์
livalrate
โพสต์ Feb 14 2009, 10:48 PM
โพสต์ #1



Administrator
*******

กลุ่ม : ทีมงาน Fotoinfo
โพสต์ : 1,876
เป็นสมาชิกเมื่อ : 10-March 08
หมายเลขสมาชิก : 1






ชื่อ นามสกุล:
ศรัณยู สุขสวัสดิ์
Multiply : http://sarunyu.multiply.com/

ประวัติส่วนตัว
อยากฟังจริงเหรอ เล่ายาวนะ...(ฮ่าๆๆ ล้อเล่น ผมไม่ใช่บุญชู ไม่ต้องห่วง) ผมจบจากเอแบค คณะบริหารธุรกิจ เอกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจครับ อาชีพการงานที่ทำอยู่ก็ถือได้ว่าตรงทาง แม้อาจจะยังไม่ตรงดิ่ง แต่อย่างน้อยก็น่าไปทางเดียวกันอยู่ ก็คือตอนนี้ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เป็นผู้บริหารกับเขาซักที จะได้ตรงทางที่เรียนมาหน่อย เนอะ...ฮ่าๆๆ



ประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพ และอุปกรณ์ที่ใช้้
ถ้าพูดถึงประสบการณ์ถ่ายรูปผมขอนับตั้งแต่วันที่มีกล้องเป็นของตัวเองก็แล้วกัน แต่ถ้าถามว่าสนใจการถ่ายรูปมานานหรือยัง ก็สนใจมานานแล้วนะ ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโน่น (ช่วงปี 1997-2001) สมัยที่กล้องดิจิตอลเป็นอะไรที่ยังใหม่มากกับวงการถ่ายภาพ เพราะก่อนหน้านั้นผมไม่เคยสนใจกล้องฟิล์มเลยด้วยซ้ำไป จนมีกล้องดิจิตอลเกิดขึ้นมา ผมชอบความรู้สึกที่ว่าพอถ่ายปุ๊ป ก็ได้เห็นภาพทันทีเลย ซึ่งจริงๆ แล้วกล้องโพลารอยด์ก็ทำได้เหมือนกัน แต่ค่าต้นทุนต่อรูปมันแพงเกินไป แล้วด้วยความที่ผมเป็นคนที่ชอบเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง การที่ถ่ายรูปแล้วได้เอารูปมาดูบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ มันเป็นอะไรที่เจ๋งมากสำหรับผม กล้องดิจิตอลจึงเป็นอะไรที่ผมให้ความสนใจมากกว่า อีกทั้งตอนเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสทำกิจกรรมนักศึกษามากมาย มีเพื่อนฝูงเยอะแยะ ได้ไปออกทริปตามที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ ได้ไปพบไปเห็นธรรมชาติ ได้เจออะไรสวยงามมากมาย ก็เลยเริ่มอยากจะเก็บมันเอาไว้เป็นภาพถ่าย เผื่อวันนึงข้างหน้า เราหยิบรูปเก่าๆ ขึ้นมาดู เราอาจจะยิ้มกับมัน เพราะมันเป็นความทรงจำที่ดีทีเดียว นั่นเป็นเหตุผลและเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจอยากจะถ่ายรูป

แต่กระนั้นก็ตามกล้องดิจิตอลก็ยังไกลเกินเอื้อมสำหรับผมอยู่ดี กล้องดิจิตอลคอมแพ็คสมัยนั้น ความละเอียดไม่น่าเกิน 2 ล้านพิกเซล ฟังค์ชั่นก็แทบไม่มีอะไรเลย สมัยนั้นก็ราคา 2-3 หมื่นบาทเข้าไปแล้ว ซึ่งสถานะนักศึกษาที่ยังหาเงินใช้เองไม่ได้อย่างผม ดูจะเป็นอะไรที่เกินเอื้อม ผมก็เลยต้องหยุดความฝันเอาไว้ตรงนั้นก่อน จนผมเรียนจบออกมา มีงานการทำ มีรายได้ จึงค่อยเก็บเงินซื้อกล้องให้ตัวเองเป็นตัวแรก นั่นก็คือ Fuji FinePix S602 Zoom กล้องคอมแพ็คระดับ Prosumer (เห็นเค้าจัดว่างั้นนะ) คือก้ำกึ่งระหว่างกล้อง Compact กับกล้อง Pro พูดง่ายๆ ก็คือเป็นกล้องคอมแพ็คที่ปรับค่าได้ค่อนข้างเยอะ ใกล้เคียงกล้อง SLR พูดง่ายๆ คือจะถ่ายโหมด AV, TV, Manual ปรับค่า F ค่า Speed เองได้หมด ทำได้ว่างั้นเถอะ

วันนั้นผมถือเป็นจุดเริ่มต้นการถ่ายภาพของผมเลยก็ว่าได้ เพราะได้ซื้อหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายรูปมาหลายเล่มเลย มานั่งศึกษาเองทั้งหมด ว่าถ่ายรูปแบบนี้แบบนั้นเค้าตั้งค่ากันยังไง ใช้เทคนิคอะไร แล้วผมก็เอามาลองทำตามดูเท่าที่ความสามารถของกล้องจะทำได้ ผลที่ออกมาก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจสำหรับผมนะ ยกเว้นอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องชัดตื้น ชัดลึก ที่กล้องคอมแพ็คถ่ายยังงั๊ยยังไงมันก็ชัดลึกด้วยความที่ขนาดเซ็นเซอร์มันเล็ก ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็รู้สึกพอใจแล้วก็ใช้กล้องตัวนี้ต่อไปอยู่ซัก 2-3 ปีเห็นจะได้มั้ง พามันขึ้นเหนือล่องใต้ไปมาจนจะทั่วประเทศแล้วมั้ง เผาชัตเตอร์ไปน่าจะเป็นหมื่นอยู่ ก็ได้ชั่วโมงบินจากกล้องตัวนี้มาพอสมควร

จนวันนึงเหมือนมีฟ้าประทาน บริษัท Canon ผลิตกล้อง DSLR ราคาคอมซูมเมอร์ตัวแรกออกมาแย๊บตลาดล่าง เป้าหมายก็คงเป็นพวกกระเป๋าแบนอย่างผม นั่นก็คือ EOS 300D ได้ยินว่าราคาเปิดตัวไม่ถึงห้าหมื่น ก็นั่งลุ้นตั้งนาน สรุปว่ามันเปิดที่ 48,000 บาท -*- โอว...มายก็อด ไม่ถึงห้าหมื่นแต่ก็เกือบล่ะวะ คิดในใจ... แม้ใจจะบ่นว่ามันแพง แต่ก็ยังอยากได้อยู่ดี ตั้งแต่วันนั้นก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงิน มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ แต่บังเอิญไม่มีทั้งบ้านทั้งรถ เลยไม่รู้จะขายอะไร ครั้นจะไปขายตัวก็คงไม่มีใครเอา อารมณ์ตอนนั้นเหมือนในโฆษณา "จน...เครียด...กินเหล้า" ถ้าเลิกเหล้าได้เราก็จะมีเงินมากขึ้น ใช่มั๊ยครับพี่น้อง แต่ผมก็ไม่กินเหล้าอีก แล้วทีนี้จะอดอะไรแทนดีล่ะวะเนี่ย? ความรู้สึกเหมือนคนติดยา ใกล้จะลงแดงอะไรประมาณนั้น ถ้าอ้วกออกมาคงมีแต่กล้องนองเต็มพื้นในตอนนั้น ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น นอกซะจากตั้งหน้าตั้งตาหาเงินอย่างเดียว

จนเก็บเงินได้ครบ 48,000 กำเงินสดวิ่งไปร้านกล้อง "เพ่....300D ตัวนึง จัดมาอย่างด่วน" พนักงานตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงง่วงๆ ว่า "ของหมดว่ะน้อง" จุกครับ... บอกได้คำเดียวว่าจุก น้ำตาท่วมเอ่อ หยดลงบนแบ๊งค์ที่กำอยู่ในมือ งอนครับ...บอกได้คำเดียวว่างอน ปาเงินลงพื้นแล้ววิ่งออกนอกร้านไป หวังว่าจะมีเสียงตะโกนไล่หลังว่า "เดี๋ยวน้อง...มีเหลือตัวนึง" แต่เงียบครับ ไม่มีเสียงสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ก็เลยต้องจำใจวิ่งกลับมาเก็บเงินคืน แล้วกลับบ้านตัวเปล่า

ผ่านไป 1 เดือน ของมา... ราคาลงเหลือ 45,000 บาท (ดูเหมือนจะถูก แต่ถ้าเป็นสมัยนี้แทบจะซื้อ 450D ได้สองตัวแล้ว) ลดมาสามพัน ผมถือเป็นค่าทำขวัญละกัน ไม่ว่ากัน ได้ 300D มานอนกอดสมใจอยากซะที สัมผัสแรกที่ได้ครอบครอง พอเอามาเล็งแล้วกด "แช๊ะ" โอว..หลังเบลอแล้ว น้ำตาแทบไหล ซึ้งใจจัด วิ่งเอารูปไปอวดแม่ แม่ดูเสร็จพูดว่า "กล้องอะไรก็ไม่รู้ถ่ายมาชัดแต่คน ข้างหลังเบลอ ไม่เห็นจะดีตรงไหนเลย -*-" จากวันนั้นมาก็บ้าถ่ายรูปเป็นบ้าเป็นหลัง ก่อนหน้านี้อดทนอดกลั้นไม่กินไม่เที่ยว เพราะเสียดายเงิน ตอนนี้ก็มีแต่จะหาเรื่องเที่ยวเพื่อที่จะได้ไปถ่ายรูป มีแค่ 300D + เลนส์ Kit แค่นี้แหละ แต่ก็ไม่ค่อยเจียมตัวเท่าไหร่ ใครชวนไปไหนไป ให้ถ่ายอะไรถ่ายหมด ผมถือว่ายุคนี้เป็นยุคเริ่มต้นชีวิตใหม่ของการถ่ายภาพของผม เพราะความรู้สึกระหว่างกล้องคอมแพ็คกับกล้อง SLR มันต่างกันอย่างสิ้นเชิงจริงๆ ระหว่างนี้ผมเริ่มมีเพื่อนในการถ่ายภาพมากขึ้น ได้รู้จักคนเพิ่มขึ้น หรือเพื่อนๆ ของผมเองก็เริ่มหันมาสนใจการถ่ายรูปบ้างแล้ว ผมคิดว่า Canon 300D และ Nikon D70 ในตอนนั้นสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการการถ่ายภาพได้มากเลยทีเดียว เพราะมีช่างภาพหน้าใหม่แจ้งเกิดเยอะมากในยุคนั้น

หลังจากได้ศึกษาเรื่องการถ่ายภาพมาพอสมควรแล้ว ผมก็เริ่มสนใจที่จะศึกษาเรื่องของอุปกรณ์บ้างแล้ว เผื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตผมดีขึ้นมาบ้าง (มั้ง) ฮ่าๆๆ อย่าหาว่าผมเป็นคนบ้าอุปกรณ์นะ แต่ผมยอมรับว่าผมเริ่มเบื่อๆ กับมุมเดิมๆ ของเลนส์ kit ซะแล้ว หลังจากอยู่กับมันมานานสองสามปี ก็เลยอยากหาเลนส์ช่วงอื่นมาเพิ่มเติมบ้าง อาวุธในช่วงนั้นของผม ซึ่งผมถือเป็นอุปกรณ์ชุดแรกเลยก็มีประมาณนี้

Canon EOS 300D
Canon 50mm F1.8
Canon 10-22mm F3.5-4.5 USM
Canon 17-85mm F4-5.6 IS USM
Sigma 70-300 F4-5.6 APO DG MACRO
Canon Speedlite 580EX

หลังจากนั้นก็ทยอยอัพเกรดอุปกรณ์ทีละชิ้น ทีละชิ้น ก็โดยการขายต่อ แล้วไปซื้อตัวใหม่ จนปัจจุบันกลายเป็นชุดนี้ครับ

Canon EOS 30D + Grip
Canon 10-22mm F3.5-4.5 USM (คู่ใจตัวเดิม)
Canon 24-70mm F2.8L USM
Canon 70-200 F2.8L USM
Canon Speedlite 580EX (อันนี้ก็ของเดิม)

จนบัดนี้ก็มีเท่านี้แหละครับ... อ้อ.. ไอ้เจ้า 50mm F1.8 ผมไม่ได้ขายทิ้งนะครับ แต่ทำตกไส้ไหลไปเรียบร้อยและ TT


--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post
livalrate
โพสต์ Feb 14 2009, 10:51 PM
โพสต์ #2



Administrator
*******

กลุ่ม : ทีมงาน Fotoinfo
โพสต์ : 1,876
เป็นสมาชิกเมื่อ : 10-March 08
หมายเลขสมาชิก : 1





ผมมักจะโดนถามอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมเดินทางเยอะจัง? จริงๆ ก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้นนะ ก็ไม่ได้ร่ำรวย หรือเป็นเจ้าของกิจการ นึกอยากไปไหนเมื่อไหร่ก็ไปได้ซะเมื่อไหร่ ก็เป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดาคนนึง ในปีนึงถ้าจะลาพักร้อนไปที่ไหนซักแห่ง อย่างมากผมว่าก็ได้แค่ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง บางปีอาจจะลาได้แค่ครั้งเดียวด้วยซ้ำไป คือไปยาวหน่อย 10 วัน 20 วันก็ว่ากันไป อย่างเช่นตอนไปญี่ปุ่น ลาไปเกือบ 10 วันเห็นจะได้

ผม เริ่มสนใจที่จะออกเดินทางหาประสบการณ์การถ่ายรูปจากสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะทั้งในประเทศ หรือต่างประเทศมาได้ไม่นาน ซัก 4-5 ปีที่ผ่านมานี่เอง เรียกว่าเป็นข้ออ้างดีกว่า ความจริงคืออยากไปเที่ยวนั่นแหละครับ อิอิ... แต่สิ่งที่ได้มาเพิ่มจากการท่องเที่ยวก็คือ ได้รับมุมมองแปลกใหม่จากผู้คนหลากหลายอาชีพ หลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา บางคนก็ต้อนรับ บางคนก็ไม่ต้อนรับ สำหรับคนที่เดินถือกล้องตัวใหญ่ๆ แล้วเที่ยวส่องโน่นที ส่องนี่ที บางครั้งรู้สึกเหมือนกันว่าถูกมองเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอม ก็นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เค้าก็ยืนถ่ายกันไปตามปกติ ก็มีแต่ไอ้บ้าอย่างผมนี่แหละ ก้มๆ เงยๆ ลุกๆ นั่งๆ บางทีลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับพื้นถ่ายก็บ่อยไป จะไม่ให้คนเค้ามองได้ยังไง

จะ ว่าไปตอนไปญี่ปุ่น มีวัยรุ่นชายหญิงสองคน น่าจะเป็นแฟนกัน เดินเข้ามาหาผม แล้วผู้ชายก็มาชี้ๆ ที่กล้องแล้วใส่ภาษาญี่ปุ่นแบบไม่ยั้ง หน้าตาเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ ไอ้ผมก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอกนะ ก็ได้แต่พูดภาษาอังกฤษไปถามว่าเค้าต้องการอะไร เค้าก็ตอบมาเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ดี ก็คงคิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่นแต่แกล้งทำเป็นชาวต่างชาติมั้ง ผมก็ไม่รู้นะว่าเค้าต้องการอะไร แต่พอเดาได้ว่าเค้าคงคิดว่าผมคงไปแอบถ่ายใต้กระโปรงแฟนเค้ามั้ง สังเกตจากแฟนเค้าใส่กระโปรงสั้น (ค่อนข้างมากเลยแหละ) ก็เลยจะมาขอดูรูปในกล้องมั้ง ว่าผมกำลังถ่ายอะไรอยู่ ไอ้ผมน่ะมันไม่มีอะไรอยู่แล้ว ก็เปิดรูปให้เค้าดู พอเค้าเห็นว่าไม่มีอะไรเค้าก็จากไป... นึกในใจว่า "อะไรวะ...จะชมรูปซักคำก็ไม่มี อยู่ดีดีก็เดินหนีไป" ฮ่าๆๆ

หลัง จากมีอุปกรณ์อยู่พอประมาณ ไม่มาก ไม่น้อย ผมก็เริ่มโดนชักจูงเข้าสู่วงการถ่ายภาพสายอาชีพโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่นงานรับปริญญา งานแต่งงาน เป็นต้น ที่บอกว่าไม่ได้ตั้งใจเพราะมันก็มาจากเพื่อนๆ บ้าง น้องๆ ที่ทำงานบ้าง พอรับปริญญาก็มาขอให้ไปช่วยถ่ายให้หน่อย หรือคนที่ออฟฟิตแต่งงาน ก็จะให้ผมไปถ่ายรูปให้เค้า อะไรประมาณนั้น แรกๆ ก็บอกว่าจะถ่ายให้ฟรี เพราะผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องตรงนั้น ก็ถือว่ารู้จักกัน ไปถ่ายให้เล่นๆ ขำๆ ถ้าไม่ชอบรูปจะได้ไม่ต้องมาว่ากัน เนอะ...ฮ่าๆๆ แต่สุดท้ายเค้าก็ให้เงินผมมาเป็นค่าขนม ก็เลยดูเหมือนกลายเป็นช่างภาพอาชีพไปในที่สุด

จากนั้นพอเริ่มมีรูป พวกงานพิธีต่างๆ บ้างในเว็บ Multiply ของผม ก็เริ่มจะมีคนติดต่อมาเรื่อยๆ จะจ้างให้ไปถ่ายนู่นบ้าง ถ่ายนี่บ้าง แรกๆ ก็ไป เพราะว่าอยากลอง อยากรู้ว่าการเป็นช่างภาพอาชีพมันเป็นยังไง แต่พอได้ลองผมก็รู้สึกว่าไม่ชอบ หลังๆ ผมก็ปฏิเสธไปเป็นส่วนใหญ่ โดยให้เหตุผลว่าผมไม่ได้รับจ้างถ่ายรูป ผมถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกเฉยๆ ก็ถ่ายไปเรื่อยเปื่อยตามเรื่องตามราว แต่ดูเหมือนเค้าจะไม่ค่อยเชื่อ ก็รูปใน Multiply ของผมมันฟ้องซะนี่ เอ้า...ซวยแล้วเรา ไม่น่าเลย แต่ผมก็ไม่ได้รับงานจริงๆ นะ หน้าเว็บผมก็ไม่เคยประกาศรับงาน ไม่เคยลงราคา โดยเฉพาะพวกเพื่อนๆ ผมก็ด้วย ตัวดีเลย มีอะไรก็ชอบเอาเว็บผมไปเปิดให้เค้าดู แล้วบอกให้มาจ้างผมถ่ายสิ....ดูมัน รู้ก็รู้ว่าผมไม่รับงานแต่ก็ยังไม่วาย แต่ก็ไม่เชิงว่าผมจะปฏิเสธไปทั้งหมดซะทีเดียว มีบ้างเหมือนกันที่ผมเต็มใจรับงานนั้นจริงๆ เช่น มีน้องคนนึง พรุ่งนี้จะเป็นวันรับปริญญา โทรมาหาด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ แล้วบอกว่า "พี่ค่ะ พรุ่งนี้หนูจะรับปริญญา แต่ช่างภาพหนูเค้าอยู่ดีดีก็โทรมายกเลิก ถ้าพรุ่งนี้พี่ไม่มาถ่ายให้หนู หนูก็คงไม่มีรูป" ผมใช้เวลานั่งคิดซักพักนึง สุดท้ายวันรุ่งขึ้น ผมก็ต้องโดดงานไปถ่ายให้น้องเขา ด้วยความที่อยากจะให้น้องได้มีรูปวันสำคัญของเขาเก็บไว้ดู แม้รูปมันจะไม่สวยตรงใจเค้าซักเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นผมเห็นใจน้องเขา แต่ผมจะไม่ถามว่าช่างภาพคนที่โทรมายกเลิกน้องเค้าเป็นใคร เพราะถ้าเกิดเป็นคนที่ผมรู้จักผมคงจะเสียใจมาก

อีกคนนึงเป็นน้องผู้ชาย โทรมาบอกว่า "เดือนหน้าพี่ว่างมั๊ยครับ ผมอยากให้พี่ไปถ่ายรูปรับปริญญาให้คนๆ นึงครับ"
ผมก็ถามว่าเป็นใครเหรอครับ น้องเค้าบอกว่า " เป็นคนที่ผมหลงรักมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งด้วยกัน รักมานาน จนวันนี้..วันที่เธอเรียนจบ แต่ผมกับเค้าก็ยังคงเป็นได้แค่เพียงเพื่อนกัน ผมอยากทำอะไรให้เธอเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่เราจะจากกันไปน่ะครับพี่"
ผมก็ได้แต่อึ้งไปครู่ใหญ่ แล้วถามต่อว่า "แล้วน้องผู้หญิงคนนั้นเค้าอยากให้พี่ไปถ่ายให้เหรอครับ ทำไมเค้าไม่เห็นโทรมาถามพี่เลย"
เค้าก็ตอบว่า " เคยโทรมา แต่นานแล้วครับ อาจจะหลายเดือนก่อน พี่อาจจะจำไม่ได้ แล้วหลังจากพี่บอกปฏิเสธเค้าไป เค้าก็ตัดพ้อให้ผมฟังว่า เค้าชอบรูปที่พี่ถ่ายมาก อยากให้พี่ไปถ่ายรูปให้เค้าในวันรับปริญญา แต่พี่ำไม่ได้รับงานแล้ว ผมเห็นว่าเค้าเสียใจมาก จนถึงตอนนี้เค้าก็ยังไม่ยอมหาช่างภาพใหม่ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ผมก็เลยโทรมาขอร้องพี่แทน แล้วผมจะออกเงินให้เธอเองครับ ผมคงทำได้เท่านี้"
ถึงตอนนี้น้ำตาผมแทบร่วง กระอึกกระอักพูดอะไรไม่ค่อยออก ส่วนนึงก็โกรธตัวเองด้วยที่ทำให้ใครคนนึงต้องเสียใจโดยไม่รู้ตัว ก็ได้แต่บอกให้น้องเค้าใจเย็นๆ ไม่ต้องกังวล แล้วผมจะไปถ่ายให้ครับ เค้าก็ขอบคุณ แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะไปบอกเธอคนนั้นอีกทีนึง คิดว่าเธอคงจะดีใจมาก ผมก็รู้สึกยินดีไปด้วยอีกคน ไม่รู้ทำไม แต่สุดท้าย...น้องเค้าก็ไม่ได้โทรมาหาผมอีกเลย ไม่รู้ทำไมจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขากลับไปบอกเธอคนนั้น ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองคนจะลงเอยแบบไหน... ผมไม่มีวันรู้ได้เลย

สำหรับ อีกหลายๆ คนที่ผมเคยปฏิเสธไป ผมก็อยากจะกล่าวคำขอโทษจากใจจริงนะครับ ผมไม่ได้หยิ่ง ไม่ได้คิดจะเล่นตัวเลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากที่ผมได้เรียน ได้ลอง ได้รู้กับงานสายอาชีพนี้แล้ว ผมก็ได้เข้าใจตัวเองดีว่า มันไม่ใช่ตัวผมเลย การที่จะเป็นช่างภาพอาชีพนั้น ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยทำ หรือไม่ใช่ว่าผมไม่อยากทำ แต่ผมคิดว่าผมทำได้ไม่ดีพอต่างหาก ทุกครั้งที่ผมออกไปถ่ายรูป ผมไม่ได้พกไปแค่อุปกรณ์ ผมต้องเอาใจไปด้วย ผมถึงจะถ่ายรูปได้ ผมได้แต่หวังว่าสักวันนึงทุกคนคงจะเข้าใจผม

ทุก วันนี้ผมหันหลังให้กับการเป็นช่างภาพอาชีพ ผมได้กลับมาถ่ายรูปตามที่ฝัน ตามเส้นทางและเจตนารมย์ที่ได้ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่สมัยเรียน ผมยังไม่ลืมวันนั้น วันที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ทำไมผมถึงถ่ายรูป"

ผลงานการประกวดถ่ายภาพ
คำ ถามนี้ตอบได้ทันทีแบบไม่ต้องนับเลยครับ คือ ไม่มีเลยครับ ฮ่าๆ ถามว่าเคยส่งภาพเข้าประกวดบ้างมั๊ย ถ้าโดยส่วนตัวแล้วไม่เคยเลย หลายๆ คนก็ชอบมาถามนะ ว่าทำไมไม่ลองส่งดูบ้าง เผื่อได้...
"เผื่อได้..." คำนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดของผมเลยครับ ถ้าผมจะส่งภาพซักภาพเข้าประกวด ก่อนอื่นผมต้องคิดก่อนว่า ภาพของผมดีพอที่จะส่งเข้าประกวด ไม่ใช่ว่าส่งๆ ไปเถอะ เผื่อได้ ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าภาพถ่ายของผมยังดีไม่พอ ถามว่าอยากให้คนรู้จักมากขึ้นมั๊ย อยากมีชื่อเสียงมั๊ย ก็มีบ้าง แต่ถึงไม่มีชื่อเสียง ผมก็มีความสุขดี เอาแค่ครั้งนี้ที่ FOTOINFO มาขอสัมภาษณ์ ผมก็ดีใจจะแย่แล้วครับ จริงๆ นะ ไม่เคยคิดว่าจะมีคนรู้จักผมเยอะเหมือนกัน ก็ขอขอบคุณ FOTOINFO ไว้ตรงนี้ด้วยครับที่ให้โอกาส

สไตล์การถ่ายภาพ
ถ้าได้ ติดตามเรื่องราวของผมตามที่ได้เล่าไปบ้างแล้ว รวมถึงได้เห็นรูปต่างๆ ที่ผมถ่ายส่วนมากก็น่าจะเป็นตัวบอกได้เป็นอย่างดีว่าผมค่อนข้างหนักไปทาง Landscape ซะส่วนใหญ่ อาจจะมีแนวอื่นบ้างตามกระแสสังคม

ด้วยความที่ เป็นคนรักการเดินทาง การท่องเที่ยวมาตั้งแต่สมัยเรียน และสิ่งเหล่านี้เองก็เป็นตัวกระตุ้นให้ผมเริ่มมาสนใจการถ่ายภาพ ผมจึงบอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าผมรักการถ่ายภาพ Landscape ครับ การได้ไปถ่ายสถานที่สวยงามต่างๆ ทั่วโลกนั้นเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันมากที่สุด ถ้าถามว่าถ่ายภาพแนวนี้ยากมั๊ย ไม่รู้สิ ผมเคยได้ยินคนพูดว่า "ถ้าอยากถ่ายภาพ Landscape ให้สวย คุณก็แค่ไปอยู่ในสถานที่ที่มันสวย ก็แค่นั้นเอง..." จะว่าไปมันก็จริงอยู่บ้างกับคำพูดนี้ เพราะแต่ละที่ที่ผมไปมา มันก็สวยงามจริงๆ นั่นแหละครับ ต้องขอบคุณธรรมชาติที่สร้างสรรค์สิ่งสวยงามบนโลกใบนี้ครับ

รองลงมาก็ คงจะเป็นแนว Portrait ที่เคยผ่านมือผมมาบ้าง ถามว่าถนัดมั๊ย? ไม่ถนัดเลยครับ แล้วทำไมถึงถ่ายมาเยอะแยะ? ก็อย่างที่บอกไงครับ ถ่ายตามกระแสสังคม ถ่ายเพราะเพื่อนๆ ผมเค้าชอบถ่ายกัน เวลาเค้าไปถ่ายที่ไหนกัน ถ้าชวนไป ผมก็ไป เหมือนที่นักการเมืองเค้าออกไปตีกอล์ฟกันน่ะครับ มันได้เจอผู้คน ได้คุยกัน ได้เข้าสังคม ถามว่าได้ออกกำลังร่างกายเหรอไอ้การตีกอล์ฟน่ะ ก็แค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละ ผมก็เหมือนกัน การที่ได้ไปถ่าย Portrait ก็เหมือนการได้ไปออกรอบ ไปเข้าสังคม ได้ไปเฮฮาปาร์ตี้ พักผ่อนคลายเครียด แต่พอเอารูปกลับมาดูที่บ้านดูเหมือนจะเครียดกว่าเดิม ฮ่าๆ ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ก็ยอมรับว่าไม่ถนัดแนวนี้ครับ





--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post
livalrate
โพสต์ Feb 14 2009, 10:55 PM
โพสต์ #3



Administrator
*******

กลุ่ม : ทีมงาน Fotoinfo
โพสต์ : 1,876
เป็นสมาชิกเมื่อ : 10-March 08
หมายเลขสมาชิก : 1





10 คำถาม Fi Meet Multiply

1. คุณศรัณยูถ่ายภาพมานานแล้วหรือยังคะ? และคิดว่าการถ่ายภาพได้ให้อะไรกับเราบ้าง
ก็ ถ้านับตั้งแต่กล้องคอมแพ็คตัวแรกของผมจนถึงปัจจุบันก็น่าจะซัก 5 ปีได้แล้วมั้งครับที่เริ่มจับกล้อง แล้วก็ถ่ายมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็คงจะถ่ายไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีแรงแบกกล้อง พออายุมากขึ้นผมคงได้กลับไปใช้กล้องคอมแพ็คอีกครั้ง

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการถ่ายภาพ ได้เจอผู้คนหลากหลาย ได้เพื่อน ได้สังคมใหม่ๆ สังคมใน Multiply ก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่ผมได้รู้จักเพิ่มขึ้นมา มีหลายคนรู้จักผมจากที่แห่งนี้ บางครั้งเดินตามงาน มีคนเข้ามาทัก "หวัดดีครับ...พี่ยูใช่มั๊ย" บางคนผมก็งงๆ เพราะไม่คุ้นหน้าคุ้นตา แต่พอบอกชื่อใน Mulitply ผมก็ร้อง "อ๋อ...คุณนี่เอง" รู้สึกดีนะครับ รู้สึกว่าโลกของผมมันกว้างใหญ่ขึ้น แต่แคบลง งงมั๊ย ผมหมายถึง ในขณะที่เราได้รู้จักคนมากขึ้น เราก็ใกล้กันมากขึ้นตามไปด้วย

2. อ่านในมัลติพลายเห็นคุณศรัณยู ได้ออกไปท่องเที่ยวถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง มีวิธีเตรียมตัวก่อนออกไปถ่ายภาพอย่างไรบ้าง?
ก่อน อื่นอุปกรณ์ต้องพร้อมครับ เมมโมรี่ แบตเตอรี่ ทุกอย่างต้องพร้อม เรื่องนีุ้ทุกคนคงจะรู้ดีกันอยู่แล้ว เรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของข้อมูลครับ พยากรณ์อากาศ เรากำลังจะไปที่ไหน ไปถ่ายอะไร ข้อมูลต้องพร้อม ทั้งเส้นทาง และเวลาการเดินทาง การวางแผนที่ผิดพลาด นั่นหมายถึงคุณอาจจะพลาดโอกาสครั้งสำคัญที่สุดก็ได้ การเดินทางไปถึงสถานที่นั้นๆ แล้วไม่ได้ภาพกลับมาเป็นฝันร้ายของนักถ่ายภาพครับ คิดว่าหลายๆ คนคงเคยเจอ

3. มีวิธีการดูแลเก็บรักษาอุปกรณ์ถ่ายภาพอย่างไร เมื่อต้องเดินทางไปถ่ายภาพนอกสถานที่
แน่ นอนว่าเราคงไม่แบกตู้เก็บเลนส์ หรือกล่องกันชื้นไปไหนมาไหนด้วยเป็นแน่ ใช่มั๊ยครับ ผมคิดว่าถ้าเรามีกระเป๋ากล้องดีดีซักใบนึงก็น่าจะเพียงพอแล้ว เป็นกระเป๋าที่ปกปิดอุปกรณ์ได้มิดชิด อากาศจากภายนอกผ่านเข้าออกได้ยาก (ไม่ต้องกลัวกล้องหายใจไม่ออกหรอกครับ ไม่จำเป็น) ก็เพื่อเป็นชั้นกันความชื้นได้ในระดับหนึ่ง และสามารถปรับความต่างของอุณหภูมิภายในและภายนอกได้ดีไงครับ

และก่อน อื่นเราก็ต้องรู้ก่อนว่า อุปกรณ์ของเราอ่อนไหวต้องสิ่งใดบ้าง เช่นกล้องและเลนส์แพ้ความเปียกชื้น ส่วนแบตเตอรี่แพ้ความเย็น เป็นต้น ถ้าเป็นอากาศบ้านเราก็คงไม่ค่อยมีผล ดูแลรักษาง่าย อุณหภูมิในแต่ละสถานที่ก็ค่อนข้างคงที่ ไม่น่าเป็นปัญหาซักเท่าไหร่ จะมีก็แต่การถ่ายภาพตอนกลางคืน หากตั้งกล้องไว้กลางแจ้งนานๆ น้ำค้างเกาะแน่ ทางที่ดีหาผ้ามาคลุมเอาไว้ครับ แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ เช่นข้างนอกหนาวจัด เข้ามาในโรงแรมเปิดฮีตเตอร์ซะร้อนเลย แบบนี้เสี่ยงหน่อย การจะผ่านเข้าออกในที่ที่อุณหภูมิต่างกันมากแบบนี้ ควรเก็บอุปกรณ์ไว้ในกระเป๋าก่อนเสมอ และเมื่อเข้าไปแล้วอย่าเปิดกระเป๋าในทันที รอให้มั่นใจว่าอุณหภูมิภายในกระเป๋าใกล้เคียงกับภายนอกแล้วจึงค่อยเปิด กระเป๋าได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไอน้ำเกาะ

แบตเตอรี่แพ้ความเย็น ดังนั้นควรเก็บไว้ในที่อุ่นเสมอ แม้ขณะออกไปข้างนอกก็ตาม เช่น ใส่ไว้ในเสื้อหนาว หรือกระเป๋ากางเกง แนบตัวเอาไว้ อุณหภูมิร่างกายของเราเนี่ยแหละช่วยให้มันอุ่นได้เป็นอย่างดี
การสะพาย กล้อง ให้คล้องคอ หรือสะพายเฉียงเอาไว้ ควรหลีกเลี่ยงการถือด้วยมือหรือสะพายไหล่ข้างใดข้างหนึ่ง ในสถานการณ์ที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนเยอะๆ เดินเบียดเดินชนกัน มีโอกาสเกี่ยวโดนกล้องเราหล่นได้

ฮูด (Hood) ถ้ามี ควรใส่ติดเลนส์ไว้เสมอ แม้จะยังไม่ถ่ายก็ตาม อย่างน้อยก็ช่วยปกป้องหน้าเลนส์ของเราได้บ้าง ทั้งจากการกระแทก และการสัมผัสโดนไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะเวลาเดินในฝูงคนมากๆ แล้วถ้าถามว่า ทำไมไม่ปิดฝาเลนส์ล่ะ? คุณเคยมั๊ย...ที่เวลาเจอจังหวะดีดีแล้วยกกล้องขึ้นมาจะถ่ายช็อตนั้น แต่กลับพบว่าลืมเปิดฝาเลนส์ สุดท้ายคุณก็พลาดจังหวะนั้นไป นั่นแหละครับคือเหตุผล




4. การหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพในที่สาธารณะแต่ละครั้ง เคยพบเจอปัญหาหรือไม่? เช่น โดนห้ามถ่ายภาพ เป็นต้น และมีวิธีแก้ไขสถานการณ์นั้นอย่างไร
แน่ นอนครับว่าต้องเคยเจอ โดยเฉพาะชาว SLR ทั้งหลาย กล้องตัวใหญ่ๆ เลนส์ใหญ่ๆ ทั้งหลายมักตกเป็นเป้าสายตาได้เป็นอย่างดี เคยถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาถามอยู่บ่อยครั้ง ว่าถ่ายเพื่อไปใช้ประโยชน์อะไร แน่นอนว่าผมไม่ได้ถ่ายเพื่อการค้าหรือเชิงพาณิชย์ มันเป็นแค่รูปที่ผมถ่ายเก็บไว้ดูเล่นเท่านั้น แต่ด้วยตัวอุปกรณ์ที่ใช้ พูดไปก็ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อ แต่ปัญหานี้ส่วนมากจะพบเจอตอนที่ไปถ่าย Portrait กันครับ มีนางแบบ มีตากล้องเดินตามหลายคน มีรีเฟลก บางครั้งมีไฟร่มด้วย ซึ่งในสายตาคนทั่วไป ก็ต้องมองว่าเป็นการมาถ่ายแบบ ไม่แปลกหรอกครับที่คนเค้าจะมองแบบนั้น อย่าไปว่าเขาเลย
อย่างที่ผมได้บอก ไปแล้ว ข้อมูลนั้นสำคัญ เราควรจะศึกษาก่อนว่าสถานที่ใดอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ที่ไหนห้ามเราก็ควรเลี่ยง ในเมื่อมันเป็นกฏของที่นั่น เราก็ควรจะรักษากฏของเขา และเมื่อเราทำตามกฏ สังคมเราก็จะน่าอยู่ครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องไปถ่ายที่นั่นจริงๆ แน่นอนครับที่ใดมีกฏ ที่นั่นย่อมมีผู้ดูแล แนะนำให้เข้าไปขออนุญาติให้เรียบร้อยก่อน แล้วเราจะได้่ถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ ที่สำคัญอย่าพยายามไปคุยกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เสียเวลาครับ เค้าไม่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องนี้ ลืมไปได้เลย...




5. ขอ 3 อันดับสถานที่ที่ไปถ่ายภาพแล้วชอบมากที่สุด พร้อมภาพประกอบสถานที่นั้นๆ (เผื่อชาว Fi จะเก็บเงินแล้วลองแวะไปบ้าง อิอิ)
ถาม ว่าชอบที่ไหนมากที่สุด? ตอบยากเหมือนกัน ผมชอบทุกที่ที่ผมไปมานะ พูดแบบนี้ได้เลย แต่ถ้าถามว่าได้ไปถ่ายภาพที่ไหนแล้วชอบที่สุด ผมขอเลือกที่ ทาคายะมะ เซี่ยงไฮ้ แล้วก็ฮ่องกงแล้วกันครับ แต่ถ้าถามว่าชอบไปเที่ยวที่ไหน คำตอบจะเป็นอีกอย่างนึง...งงกันมั๊ยเนี่ย?



1."เมืองทาคายามะ"
ประเทศ ญี่ปุ่น เป็นเมืองเล็กๆ ในชนบท ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เงียบสงบ หลีกหนีจากความวุ่นวาย และมีกลิ่นไอความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มเปี่ยม นี่เป็นเสน่ห์ของเมืองนี้เลยครับ หรือถ้าหากมีเวลามากกว่านั้น ก็อยากแนะนำให้เข้าไปถึงหมู่บ้านชิราคาวาโกะเลย ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างแท้จริง แม้การเดินทางเข้าไปที่เมืองนี้จะค่อนข้างลำบาก และใช้เวลานานโดยการนั่งรถไฟ แต่หากได้นั่งมองทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน มันคุ้มค่ามากครับ มีจิตรกรและช่างภาพมากมายเดินทางมาเก็บภาพที่นี่ แต่ถ้าคุณชื่นชอบความศิวิไลซ์ คุณมองข้ามเมืองนี้ไปได้เลยครับ



2. "เซี่ยงไฮ้" ประเทศจีน
เป็น สุดยอดมหานคร และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ที่นี่มีสถานที่น่าสนใจมากมายให้เราได้ท่องเที่ยวและถ่ายภาพครับ เช่น ซินเทียนตี้ ย่านช้อปปิ้งและแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน แถวนี้ฝรั่งเยอะ ตัวตึกและอาคารก็เป็นสไตล์ตะวันตกสวยงาม หากไปเดินแถวนี้อย่าคิดว่ากำลังอยู่ในยุโรปนะครับ, เดอะบันด์ สถานที่ชมวิวริมแม่น้ำและเก็บภาพตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ในแบบพาโนรามาที่อยู่อีก ฟากนึงของแม่น้ำ สวยงามทีเดียวครับ หรือจะข้ามไปอีกฝั่งแล้วขึ้นหอคอยไข่มุกเพื่อเก็บภาพเมืองเซีี่ยงไฮ้ในมุม สูงก็แจ่มครับ อีกไม่นานดิสนีย์แลนด์ก็จะมาสร้างที่เมืองแห่งนี้ ผมคงได้ไปเยือนอีกครั้งเมื่อถึงเวลา



3. "ฮ่องกง"
ไป แล้วไปอีก ไปจนไม่มีอะไรจะถ่ายแล้วครับที่นี่ แต่ก็ยังชอบไปครับ ส่วนใหญ่ที่ไปก็คือไปเที่ยว แล้วก็มักจะไปตอนฤดูหนาว ผมชอบอากาศหนาว สังเกตที่ที่ผมไปแต่ละที่ก็หนาวๆ ทั้งนั้นเลย แม้จะไปมาแล้วหลายครั้ง แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าฮ่องกงเป็นที่ที่ถ่ายรูปสนุก มีอะไรให้ถ่ายได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ การเดินทางสะดวกรวดเร็ว ทำให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า
สำหรับใคร ที่อยากไปถ่ายรูปที่ฮ่องกงที่ไม่อยากให้พลาดก็คือ วิวฝั่งเกาะฮ่องกง ก็คือถ่ายจากฝั่งเกาลูนนั่นเอง ตรงนั้นเค้าเรียก Avenue of Stars ครับ ไปถ่ายรูปตรงนี้ได้วิวสวยทั้งกลางวันและกลางคืน อ้อ...ตอน 2 ทุ่มของทุกวันก็จะมีการแสดงแสงสีเสียงของตึกต่างๆ ที่เรียกว่า Symphony of Lights ด้วยครับ ไม่อยากให้พลาดอีกเช่นกัน

The Peak จุดชมวิวที่โด่งดังที่สุดของฮ่องกง อันนี้ตากล้องทั้งหลายก็ไม่ควรพลาดเช่นกันครับ จะนั่งรถเมล์สาย 15 หรือจะนั่งรถราง (Tram) ขึ้นไปยังยอดเขา Victoria Peak เพื่อชมวิวของเกาะฮ่องกงในมุมสูง (ข้างบนลมเย็น อย่าลืมพกเสื้อหนาวไปด้วย) แนะนำให้ขึ้นไปถึงข้างบนตอนบ่ายแก่ๆ เราก็จะได้ถ่ายทั้งแสงตอนเย็น และตอนค่ำตอนที่ตึกเปิดไฟกันสว่างไสวครับ เผื่อเวลานิดนึงก็ดีครับ ถ้านั่งรถเมล์ก็ใช้เวลานาน ถ้านั่งรถรางก็คนเยอะ ต่อคิวนานนิดนึง แต่เร็วกว่ารถเมล์แน่นอน

อีกจุดนึงคงไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพราะคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่ถ้าคนที่สนใจถ่ายภาพ ผมว่าน่าสนใจไม่น้อย ก็คือจุดชมวิว Lantau Link Visitors Center จากจุดนี้เราสามารถมองเห็นสะพานยักษ์ใหญ่ทั้งสองสะพานได้อย่างชัดเจน สะพานแรกก็คือสะพาน Tsing Ma เป็นสะพานแขวน 2 ชั้นที่ยาวที่สุดในโลกเลยทีเดียว สะพานนี้จะข้ามไปยังฝั่งเกาลูน ส่วนอีกสะพานก็คือสะพาน Ting Kau ที่ข้ามไปยังฝั่ง New Territories ฝั่งตะวันตก สะพานสองอันนี้เวลาเปิดไฟตอนกลางคืนก็สวยงามไม่แพ้กันเลยทีเดียว
นอกนั้น ก็อย่างเช่น นั่งกระเช้า NGONG PING 360 ไปถ่ายรูปพระใหญ่วัดโป่หลิน / นั่งเรือ Dukling ชมทัศนียภาพของอ่าวฮ่องกง / นั่งรถสองชั้นเปิดหลังคา วิ่งชมตึกสูงต่างๆ ฝั่งเกาะฮ่องกง / วัดนางชี (ข้างๆ มีสวนญี่ปุ่นสวยงามมาก) / แล้วก็ดิสนีย์แลนด์ ทั้งได้ถ่ายรูป ทั้งได้เล่นเลย

6. ทำอย่างไรจึงจะถ่ายภาพออกมาให้สีสันสวยสดใสแบบคุณศรัณยู มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า
เทคนิค พิเศษคงไม่มีครับ ส่วนใหญ่ผมก็ทำเช่นเดียวกับหลายๆ คนทำอยู่ แต่อาจจะแค่พิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียดค่อนข้างเยอะ อย่างเช่นเรื่องต่อไปนี้

Lens - ผมยอมรับเลยว่าส่วนหนึ่งมาจากเลนส์ที่ใช้ ซึ่งมันคือด่านแรกของการรับแสงที่ผ่านเข้ามา ว่าจะเสียแสง รายละเอียด รวมถึงสีสันไปมากน้อยแค่ไหน เลนส์ที่ดีย่อมเก็บรายละเอียดและสีสันได้ดี แต่ผมไม่อยากให้เราไปให้ความสำคัญกับตัวอุปกรณ์มากนัก เดี๋ยวเราจะไปกังวลกับมันมากจนเกินไป อย่างที่ผมบอกว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่ทั้งหมด

Filter - ผมพก CPL ติดตัวเป็นประจำ มันช่วยตัดความฟุ้งของแสงในอากาศได้ดี สีสันในภาพจะดูอิ่มอย่างผิดหูผิดตา เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่างภาพ Landscape พกติดตัวอยู่เสมอ

RAW File - ผมถ่าย RAW เท่านั้นครับ ถ่ายจนผมจำไม่ได้แล้วว่าผมถ่าย JPEG ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ จริงอยู่ว่าขนาดไฟล์มันใหญ่มาก เปลืองเมมโมรี่ แต่มันมีประโยชน์มหาศาลครับ ไม่ว่าจะรายละเอียด ปริมาณแสง ทั้งส่วนโทนมืดโทนสว่าง รวมทั้งสีสันด้วย ทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วนใน Raw File ยังรวมไปถึงในกรณีที่เราถ่ายผิดพลาด เช่น มืดเกินไป สว่างเกินไป Raw file ยังสามารถปรับแก้ได้ดีกว่าโดยไม่เสียรายละเอียด และมันยังส่งผลทำให้การ process หรือการแต่งภาพทำได้ง่าย และมีคุณภาพมากขึ้นไปด้วยครับ

การ Process หรือการตกแต่งภาพ - ภาพทุกภาพของผม ล้วนผ่านการ process มาแทบทั้งสิ้น ถ้าพูดถึงเรื่องสีสันของภาพ ภาพก่อนและหลัง process ของผมนั้น สีสันคนละเรื่องกันเลยครับ อันนี้ผมพูดความจริงอย่างไม่อายเลย ส่วนเรื่องแสง รายละเอียดของภาพ และองค์ประกอบต่างๆ แน่นอนว่าผมต้องเก็บมาให้ดีตั้งแต่แรก เพราะการ process คงช่วยอะไรตรงนี้ไม่ได้ พูดง่ายๆ คือต้องเก็บมาให้ดีตั้งแต่หน้างาน ส่วนเรื่องสีสัน เดี๋ยวเราค่อยมาว่ากันทีหลังได้ แน่นอนว่ามีคนนอยากรู้ว่าผมใช้อะไร process และปรับอะไรบ้าง ผมใช้ Adobe Lightroom (LR) ในการปรับในเรื่องของแสง และโทนสีทั้งหมด ปรับทุกอย่างให้จบที่ LR ครับ จากนั้นค่อยใช้ Photoshop ในการย่อรูป ทำ sharpen และใส่ลายน้ำ (ลงชื่อ) เท่านี้จริงๆ ครับ ส่วนค่าที่ปรับใน LR ที่ผมใช้ประจำก็มีดังนี้:
White Balance: ปรับให้ได้โทนสีที่ต้องการ ทั้ง Temp และ Tint
Exposure: เพิ่ม/ลด ค่าแสงตามแต่อารมณ์ในแต่ละภาพ
Vibrance และ Saturation: เพิ่มความจัดจ้านของสี ส่วนใหญ่เร่งไปถึง 70 ขึ้นไป

HSL (Hue/Saturation/Luminance): หลัง จากที่เร่ง Vibrance กับ Saturation ไปจนปรี๊ดแล้ว ถ้ารู้สึกว่าสีไหนมันมากไป น้อยไปก็มาปรับแยกสีได้ตรงนี้เพิ่มเติมครับ รวมทั้ง Hue โทนเหลือง เขียว ฟ้า อาจปรับเปลี่ยนโทนสีได้ตามใจชอบ

Vignettes: ถ้าเป็นภาพ Portrait ผมจะใส่ขอบดำเข้าไปนิดหน่อยเพื่อให้แบบดูเด่นขึ้น

ก็มีเท่านี้ครับ ที่ผมมักใช้เป็นประจำ ไม่รู้จะเรียกว่าเทคนิคพิเศษได้หรือเปล่า เพราะผมคิดว่าหลายๆ คนก็ใช้กันเป็นอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ



7. อยากให้บอกเล่าถึง "ประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุดในชีวิตการถ่ายภาพ"
แน่ นอนว่าที่สุดของชีวิตการถ่ายภาพของผม ก็คือการได้ออกเดินทางไปถ่ายภาพในที่ต่างๆ ถ้าผมไม่มีความสนใจการถ่ายภาพ ก็คงไม่ได้มีโอกาสเดินทางไปไหนมาไหนแบบนี้ และทุกที่ก็ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจสำหรับผมแทบทั้งนั้น ได้ไปแล้ว ได้กลับมาแล้ว แต่ก็ยังอยากไปอีก เคยเป็นกันไหมครับ นั่นแหละผมเรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุดของการถ่ายภาพแล้ว ประสบการณ์ที่น่าประทับใจอีกอย่างก็คือ การที่ได้รู้จักกับใครหลายๆ คนมากมาย โดยเฉพาะจากเว็บ Multiply นี่แหละครับ บางคนยังไม่เคยพบเจอตัวจริงกันเลย บางคนรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ แต่ก็คุยกันสนิทสนมเหมือนรู้จักกันมานาน ก็เป็นอะไรที่แปลกดี ดีใจครับที่ได้รู้จักทุกๆ คน

8. อยากให้บอกเล่าถึง "ประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตการถ่ายภาพ"
เรื่อง เลวร้ายที่สุดในชีวิตการถ่ายภาพ สำหรับผมคือการที่ถูกคนมองว่าการถ่ายภาพเป็นสิ่งไม่ดี ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ หรือการที่สถานที่หลายๆ แห่งไม่ให้การสนับสนุนในการเข้าไปถ่ายภาพโดยที่ไม่มีเหตุผลชี้แจงก็เป็นอีก สิ่งหนึ่งที่คอยปิดกั้นวงการถ่ายภาพในบ้านเรา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างล้วนมีสาเหตุ และเหตุผล ซึ่งก็คงมาจากบรรดาช่างภาพที่ไร้จรรยาบรรณในการถ่ายภาพบางคน ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นส่วนน้อยในสังคมของเรา อย่างเช่น บรรดาพวกปาปารัสซี่ ที่คอยจ้องแต่จะถ่ายของลับ หรือของสงวนของพวกดารา ที่เราๆ พบเห็นได้ตามนิตยสารแนวปาปารัสซี่หลายๆ ฉบับ ที่หน้าปกลงแต่รูปจำพวกนี้ เช่น ภาพหลุดต่างๆ ภาพแอบถ่ายในขณะที่กำลังทำธุระส่วนตัวบ้าง เรื่องแบบนี้ผมมองว่ามันเป็นการละเิมิดสิทธิส่วนบุคคลเกินไป ผมถือว่าการที่มีบุคคลเหล่านี้อยู่ในวงการการถ่ายภาพ ทำให้คนถือกล้องอย่างเราๆ ถูกมองไปในแนวทางที่เลวร้ายมากขึ้นทุกวันๆ ซึ่งผมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายสำหรับผมครับ

9. ขอภาพถ่าย 1 ใบที่รู้สึกว่า "ประทับใจที่สุด" และบอกเล่าความประทับใจในภาพใบนี้



ข้อมูลถ่ายภาพ: Speed 1/500 sec F4 / ISO100 ถ่ายที่ช่วง 70mm บน 30D ด้วยเลนส์ 70-200mm

ภาพ นี้เป็นภาพที่ดูธรรมดาๆ ง่ายๆ ไม่ได้สวยงามอะไร ใครๆ ก็ถ่ายได้ แต่ทุกครั้งที่ได้ดู มันทำให้ผมยิ้มได้ครับ เพราะผมจำตอนที่ถ่ายรูปนี้ได้แม่น เป็นภาพตอนที่พวกเรากำลังทำกิจกรรมกันบนชายหาด โดยเพื่อนๆ ก็เข้าแถวตอนลึกไปไกลหลายสิบคน กล้องผมติดเลนส์เทเล 70-200mm อยู่ ผมซูมไปที่ 200mm เพื่อหวังจะเก็บภาพ Portrait Candid ของคนที่ยืนอยู่หัวแถวเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แต่พอทุกคนเห็นผมยกกล้องขึ้นเล็งจะถ่าย ต่างคนต่างก็กรูกันออกนอกแถว เพื่อที่หวังจะให้ตัวเองได้เข้าไปอยู่ในภาพ ผมเข้าใจนะว่าเพื่อนๆ เค้าคงไม่รู้หรอก ว่าเลนส์ที่ผมใช้อยู่นี้มันเก็บได้อย่างมากก็แค่ไม่กี่คนหรอก แต่ผมก็พยายามอย่างเต็มที่ หมูนวงแหวนซูมกลับมาที่ 70mm ทันควันพร้อมซอยเท้าถอยหลังในขณะที่เล็งอยู่ด้วย นิ้วชี้ก็ปรับสปีดชัตเตอร์ให้สูงขึ้นไปด้วย เพราะกลัวรูปจะเบลอเพราะว่าถ่ายในขณะที่ผมเดินถอยหลัง ภายในเวลาไม่น่าเกิน 2-3 วินาทีที่คิดว่าผมสามารถเก็บทุกคนเอาไว้ได้หมด ก็ตัดสินใจกดชัตเตอร์ "แช๊ะ" ผมก็ได้รูปนี้มา ในใจก็นึกว่ารูปนี้คงเสียแน่ๆ แต่พอเอามาดู...ชื่นใจครับ ได้อายคอนแทคครบทุกคนเลย แม้คนหลังๆ จะเบอลก็ตาม ฮ่าๆ แต่รู้สึกประทับใจกับภาพนี้ครับ

10. อยากให้ฝากอะไรทิ้งท้ายกับชาว Fi club สักนิดก่อนจากกัน
ถ้า เป็นดาราก็คงจะขอฝากให้ติดตามผลงานล่ะมั้งครับ ฮ่าๆ แต่ผมไม่ใช่ดารา เอาเป็นว่าขอฝากข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ละกันครับ ข้อคิดที่น่าจะเหมาะสำหรับยุดที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ ก็อยากฝากถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งหลายเรื่องการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกล้อง เลนส์ หรืออะไรก็แล้วแต่ อยากให้คิดซักนิดก่อนซื้อ เพราะอุปกรณ์แต่ละชิ้น ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ ให้คิดถึงความจำเป็น และความเหมาะสมกับรายได้ของเรามาเป็นหลักไว้ก่อน ในชีวิตของเรายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ลูกๆ พ่อแม่พี่น้อง หรือแม้กระทั่งอนาคตของตัวเอง ไม่มีใครล่วงรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นก็ควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ ขอบคุณครับ...
http://sarunyu.multiply.com


--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post
mrhengrasmee
โพสต์ Mar 12 2010, 01:28 AM
โพสต์ #4



เด็กส่งน้ำ
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 18
เป็นสมาชิกเมื่อ : 4-March 10
หมายเลขสมาชิก : 2,848





ขอบคุณสำหรับบทสัมภาษณ์ดี ๆ ครับ รูปสวยจริงๆ เห็นแล้วอยากไปบ้างครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
yamasaki
โพสต์ Feb 7 2011, 08:04 PM
โพสต์ #5



เด็กส่งน้ำ
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 1
เป็นสมาชิกเมื่อ : 7-February 11
หมายเลขสมาชิก : 3,976





Thank you ^^
_______________________________________
Chip medal is one of the players retained.
Holiday Palace like points from visiting. Holiday Palace around the world.
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Mr.Pui
โพสต์ Dec 12 2011, 11:50 PM
โพสต์ #6



ผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพ
*******

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 198
เป็นสมาชิกเมื่อ : 6-July 09
หมายเลขสมาชิก : 1,866





กลับมาอีกครั้ง อิอิ ^^
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 

อ่านบอร์ดแบบไม่มีภาพ ชุดภาษาไทยจาก www.ipbsecret.com : 22nd May 2013 - 10:57 PM
   

FOTOINFO Magazine : www.fotoinfomag.com, Copyright 2008, All rights reserved.
HTML hit counter - Quick-counter.net